GMO : Give Me Organics

posted on 01 Apr 2010 01:14 by gibzer

 

..จากการเดินทางที่ชื่อ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน สู่ปรากฏการณ์ April truth’s day ..



Give Me Organic

 


ความสับสนอลหม่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อคนแคระล้มลงหลังจากกัดแอปเปิ้ลสีแดงใบใหญ่

 


“รู้ตัวว่าแพ้พวกพืชดัดแปลงแล้วยังจะกินเข้าไปอีกเรอะ ระวังตัวบ้างได้ไหมเจ้าคนแคระ”

สโนไวท์หงุดหงิดลากคนแคระออกมาจากลิฟท์เรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาล 

ใช่แล้ว.. ออกมาจากลิฟท์ขึ้นแท็กซี่ไปโรงพยาบาล

คิดว่าสโนไวท์กับคนแคระต้องอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งตลอดไปรึไง

หลังฉากแฮปปี้เอนดิ้งจบลง สโนไวท์กับคนแคระและเป็ดก็ย้ายมาอยู่ที่นี่

คอนโดหรูใจกลางเมืองใกล้สถานีรถไฟฟ้า

 

ส่วนเจ้าชายน่ะเหรอ?

...ไม่รู้เหมือนกัน !!

 


คนแคระและเป็ดใช้ชีวิตอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งอย่างมีความสุขมานาน

จนถึงวันที่สโนไวท์บอกว่าจะเดินทางเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่

ด้วยรักและตามใจทั้งหมดจึงพากันมาอยู่ที่นี่

การปรับตัวทั่วไปก็ไม่ได้ยากเย็นนัก สโนไวท์ยังใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างร่าเริง

คนแคระเองก็เหมือนกัน เขาชอบกินผักมาก

ใกล้ๆบ้านใหม่มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต มีผักทุกชนิดที่เขาอยากกิน

เขากินผักทุกวัน จนวันนึงจู่ๆ เขาก็มีผื่นขึ้นตามตัว

สโนไวท์กับคนแคระและเป็ดจึงพากันไปหาหมอ

และวันนั้นคนแคระก็ได้รู้ว่า เขาแพ้พืชดัดแปลงหรือพืชที่ตัดต่อพันธุกรรม

 

 

"ข้าไม่รู้จักเจ้าพืชผักประหลาดนั่นซักนิด ข้าจะไปเอาจากที่ไหนมากินเล่า" คนแคระบ่น

"หมอคิดว่าคุณควรต้องรู้เรื่องจริงของพืชผักทุกวันนี้ให้มากกว่านี้แล้วหล่ะ

ลองไปเปิดอะเดย์ 109 หน้า 130 ดู หรือจะลองเข้าไปที่เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงาก็ได้นะ

เค้าคุยกันเรื่องนี้ไว้เยอะเลยหล่ะ"


คนแคระนั่งลงหน้าคอม เรียกหาข้อมูล ทางอินเตอร์เนต

แล้วเจอนี่.. บทสัมภาษณ์ของโจน จันใด

 


จีเอ็มโอเข้ามาสู่การผลิตอาหารยังไง

เพื่อธุรกิจและผลประโยชน์

ธุรกิจมองว่าการปลูกพืชไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่เป็นอุตสาหกรรม

เหมือนการเลี้ยงวัว วัวไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นเครื่องผลิตนม ซึ่งวัวจะตายไม่ได้

วัวธรรมดาให้นมแค่ 12 ลิตรต่อวัน แล้วก็ไม่เกิน 6 เดือนต่อปี

แต่ทุกวันนี้เราบังคับให้วัวให้นม 34 ลิตรต่อวัน 9 เดือนต่อปี ทำยังไงถึงจะทำให้วัวออกนมได้มากขนาดนั้น

ก็ต้องใช้ฮอร์โมน BGH ฉีดเข้าไปในวัวเพื่อให้ได้นมเยอะ พอให้นมเยอะร่างกายวัวก็อ่อนแอ เป็นไข้ จะตาย

แต่ตายไม่ได้ เพราะมันคือโรงงานผลิตนม เขาก็ฉีดยาปฏิชีวนะอัดเข้าไป

ยาปฏิชีวนะก็จะปนเปื้อนออกมาในนมเยอะมาก

ฉะนั้นนมทุกหยดที่เรากินอยู่ในท้องตลาดมีฮอร์โมน BGH ซึ่งได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม

มียาปฏิชีวนะ แล้วก็มีอณูของหนอง เพราะการใช้เครื่องรีดนมวันละหลายๆ ชั่วโมงทำให้หัวนมเน่า

แต่ก็ยังต้องผลิตนมอยู่ ก็เลยมีหนองออกมาด้วย

วิธีการอย่างนี้แหละที่เขาทำกับอาหารปัจจุบัน มันไม่ใช่อาหารธรรมชาติ

แต่เป็นอาหารสังเคราะห์ เราก็เลยอ่อนแอเหมือนสิ่งที่เรากิน

อาหารของเราอยู่ในภาวะวิกฤตมาก เมล็ดพันธุ์ของเราก็สูญหายไป และอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน

แล้วก็คนไม่กี่คนก็พัฒนาเมล็ดพันธุ์มาเพื่อผูกขาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น

 

"อืม.. เป็นแบบนี้นี่เอง"

 

กินอาหารจีเอ็มโอแล้วมีอันตรายไหม


ไม่มีใครรับรองว่าปลอดภัย คนอเมริกันคือชาติที่กินพืชจีเอ็มโอมากและยาวนานที่สุดในโลก

ปัจจุบันนี้คนอเมริกันเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นปีละแสนคน

แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ คนเขาเริ่มแพ้ข้าวสาลี แพ้ถั่วลิสง แพ้ถั่วเหลืองทั้งๆ ที่เขากินกันมาหลายชั่วโคตร

คนอเมริกันที่มาที่นี่มีไม่ต่ำกว่าปีละ 2 คนที่แพ้ชาวสาลี ทำไมถึงแพ้นี่เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเอามันฝรั่งจีเอ็มโอไปเลี้ยงหนูทุกวัน

ผ่านไป 7-8 วัน ก็เอาสำลีชุบน้ำมูกของคนเป็นหวัดไปแกว่งในกรง

มันติดหวัดเลย หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ พอผ่าหนูออกดูก็เห็นว่าตับมันใหญ่โตกว่าปกติ

แต่บริษัทบอกว่าคนกินไม่เป็นไร นักวิชาการหลายคนพยายามเอาผลวิจัยออกมาเสนอแต่ก็ถูกปิด

บริษัทพวกนี้มันใหญ่มาก ร่วมหุ้นกับรัฐบาลสหรัฐด้วย

บริษัทเหล่านี้เป็นผู้จดลิขสิทธิ์ แล้วรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้บีบให้ทุกประเทศออกกฎหมายสิทธิบัตร

เพื่อให้ยึดครองอาหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

"เราก็เป็นภูมิแพ้!!!" คนแคระตกใจกับสิ่งที่ได้รู้

 

"เรื่องพวกนี้เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ต้องรีบไปเล่าให้สโนไวท์ฟังซะแล้ว

...สโนไวท์และเป็ดน่าจะอยู่ที่สวนข้างล่าง"

คนแคระคว้าแอปเปิ้ลในตระกร้าและเดินเข้าไปในลิฟท์

 

ความสับสนอลหม่านเริ่มต้นขึ้น เมื่อคนแคระล้มลงหลังจากกัดแอปเปิ้ลสีแดงใบใหญ่ .....

 

ที่โรงพยาบาล คนแคระหลับตา ไม่กรนและไม่ได้สติ

หมอบอกว่าสิ่งเดียวที่จะช่วยให้คนแคระตื่นขึ้นมาได้คือ ออแกนิกส์

 

ปัญหาคือ  ออแกนิกส์อยู่ที่ไหน?

 

สโนไวท์และเป็ดโศกเศร้า.. ครุ่นคิดเรื่องออแกนิกส์

 


อะเดย์เล่มนั้น!


โจน จันใด


ชายผู้หนึ่งเดินหันหลังให้ความคาดหวังรอบตัว มุ่งหน้าสู่สิ่งที่เชื่อ มุ่งมั่น และลงมือทำ

 


"เขาต้องช่วยคนแคระได้แน่ รอก่อนนะ" สโนไวท์และเป็ดตีตั๋วรถไฟจากหัวลำโพงปลายทางสถานีเชียงใหม่

เป้าหมายคือ ศูนย์พันพรรณ บ้านที่ทำจากดินและแวดล้อมไปด้วยสิ่งที่เธอตามหา "ผักออแกนิกส์"

 

สโนไวท์และเป็ดเดินตัดผ่านไร่ต้นถั่วอะไรซักอย่าง จากนั้นก็เดินเข้าไปในสวนมะขาม

พ้นจากสวนมะขามออกมาก็เห็นเด็กฝรั่งแก้ผ้าสองคน ย้ำ! เด็ก! กับคนอีกกลุ่มกำลังขะมักเขม้นเอาดินมาทำบ้านกันอยู่

แม้จะแปลกใจและตื่นเต้นกับสิ่งที่คนกลุ่มนั้นทำไม่น้อย แต่ตอนนี้เธอมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องรีบทำ

 

สโนไวท์ขอพักอยู่ที่นั่นเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์พื้นบ้านเพื่อรักษาชีวิตของคนแคระ ซึ่งโจน จันใด ก็ไม่ขัดข้อง

ที่นี่สโนไวท์ได้รู้อะไรมากมายที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

 


โจน จันใดเล่าว่า  ปัญหาหลักๆ มีอยู่ 3 ปัญหา

"อันที่หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้

อันที่สองคือ พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง

สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรต่างๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง

ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้

 

อาหารที่เราบริโภคทุกวันนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะอาหารได้มาจากเมล็ดพันธุ์

แต่เมล็ดพันธุ์กำลังสูญหายไปอย่างรวดเร็ว มีการประเมินว่า ใน 1 วันมีเมล็ดพันธุ์หายไปจากโลกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด

เราเคยมีข้าวเกือบ 20,000 ชนิด แต่วันนี้เรามีแค่ไม่เกิน 200 ชนิด

 

การหายไปของเมล็ดพันธุ์หมายถึงการหายไปของความมั่นคงของชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์

พวกเขาก็เลยมาอยู่ที่นี่เพื่อปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ และแจกเมล็ดพันธุ์  พยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อทุกคน

เป็นมรดกให้คนรุ่นต่อๆไป นั่นเป็นงานหลักของศูนย์พันพรรณ

 

ปกติแล้วสโนไวท์ไม่ชอบกินมะเขือเทศ..

เย็นวันหนึ่งขณะรดน้ำผัก เธอลองเก็บกินไปหนึ่งลูกและพบว่า.. มันอร่อย!!

 

โจน จันใด บอกว่า

"รสชาติของอาหารบอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร

ผักพื้นบ้านมีรสฝาด ขม เปรี้ยว มีหลายๆรส

แต่ผักที่เราซื้อกินทุกวันนี้มีรสชาติเหมือนกันหมดคือ จืด น้ำเยอะ

เป็นผักที่โตมาด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ทุกวันนี้เหมือนเรากินพืชสังเคราะห์

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอาบลอกโคลี่ มันฝรั่ง มะเขือเทศมาทำวิจัย พบว่า

สารอาหารลดลงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วถึงเกือบ 50% 

บางอย่างก็ 60% เพราะเราใส่ปุ๋ยเร่งให้โต ให้ลูกใหญ่

การโตเร็วทำให้ไม่สามารถสะสมสารอาหารได้พอ"

 


สโนไวท์กับคนแคระและเป็ดถาม "แล้วเราจะหลบเลี่ยงพืชที่ตัดต่อพันธุกรรมได้ยังไงบ้าง"


"เราต้องมีเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง" โจน จันใดตอบ

 

 

ตอนนี้โจน จันใดและสมาชิกของพันพรรณกำลังตั้งใจปลูกผักพันธุ์แท้ที่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์

เพื่อส่งต่อจากมือสู่มือเพื่อรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายของอาหาร รักษาความมั่งคงทางอาหาร

 

"แล้วสโนไวท์กับคนแคระและเป็ดจะช่วยอะไรได้บ้างคะ"

 


"คนเมืองคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาตรงนี้

คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของเกษตรกร แต่คนเมืองต่างหากเป็นคนกำหนดให้เกษตรกรปลูกอะไร

ถ้าคนเมืองไม่กิน เกษตรกรเขาก็ไม่มีทางปลูก

เราต้องพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น รณรงค์กันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนกลับมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้น

พอคนปลูกมากขึ้นราคาก็จะถูกลง

ถ้าไม่มีคนกิน ชาวนาเขาจะเอาพืชผักอินทรีย์ไปขายที่ไหน

คนที่ทำงานที่เดียวกันอาจจะรวมกลุ่มกันติดต่อให้ชาวบ้านส่งพืชพันธุ์ไปให้กิน

ปีนึงก็มาเยี่ยมชาวบ้านสักครั้งจะได้รู้ว่าอาหารของเราเป็นยังไง ปลูกยังไง

คนเมืองกับชนบทก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น คนเมืองก็จะเห็นว่าพืชผักเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดเนื้อของเราในวันพรุ่งนี้

ชีวิตคนเราเกิดมาครั้งเดียว ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราเกิดมาทำไม

เกิดมาเพื่อทำงานหนักให้คนอื่นรวย แล้วเราก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพื่ออะไรกัน"

 

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ สโนไวท์ได้ดูพระอาทิตย์ตก ได้เห็นความง่ายและปกติของการใช้ชีวิต

ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการพึ่งตนเอง

เธอคิดว่า นี่แหละเป็นการใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ทุกคนควรจะเป็น

อย่างที่โจน จันใดบอก "ชีวิตที่ยากแสดงว่าผิด ชีวิตที่ถูกมันต้องง่าย"

 


ก่อนจากไป สโนไวท์ได้รับเมล็ดพันธุ์หลายชนิดจากโจน จันใด 

เมล็ดพันธุ์พวกนี้แหละที่จะรักษาชีวิตของคนแคระไว้ได้

สโนไวท์บอกลาด้วยความขอบคุณ

 

 

"เก็บเมล็ดแล้วเอาไปแบ่งคนอื่นปลูกด้วยล่ะ" โจน จันใดบอกพร้อมรอยยิ้ม






ไปเลย

posted on 20 Nov 2009 23:37 by gibzer

ไปเชียงคานกัน

เชียงคาน จ.เลย

จดหมายถึงแม่แมว

posted on 10 Nov 2009 00:37 by gibzer

กลับบ้านต่างจังหวัดสองวัน

เมื่อวานกลับมาถึงห้องเปิดประตูหลังห้องออกไปแล้วตกใจ

มีลูกแมวกลิ้งขลุกขลักอยู่หลังห้อง

ปิดประตู มาจากไหนวะ?

เปิดออกไปดูอีกที คราวนี้เจอแม่มันด้วย

แม่แมวตัวค่อนข้างโตมองหน้าเราเหมือนประเมินสถานการณ์

ลูกแมวกลิ้งเกลื่อนกลาดรอบๆแม่แมว

นับได้สี่ตัว

ก่อนหน้านี้ที่หลังห้องเรา มีแมวชอบมาหลบฝนมั่ง มาฉี่ไว้ให้ดมมั่งอยู่เรื่อยๆ

ไม่เป็นไร ไม่มาฉี่ในห้องก็พอได้

เดาว่าเจ้านี่ต้องเป็นเจ้าของกลิ่นฉี่นั่นแน่ๆ

มันคงเห็นว่าหลังห้องนี้แหละที่น่าจะปลอดภัย ฝากผีหนีไข้ได้

วันนี้เลยพาลูกอายุราวสามวัน มาวางไว้หลังห้องเรา

ที่นี่ห้ามเลี้ยงสัตว์ - เราปิดประตู

เจ้าตัวเล็กๆนั่นยังไม่ลืมตาเลย - เราเปิดประตู

เอาเสื้อยืดตัวใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วไปปูไว้

หยิบเจ้าเล็กๆที่กลิ้งคลุกฝุ่นอยู่ที่พื้นมาวางบนผ้า

อย่าไปดีกะมันมาก เดี๋ยวมันไม่ยอมไปที่อื่น - เราปิดประตู

อืมม มีชามพลาสติกไม่ใช้แล้วอยู่ใบนึง - เราเปิดประตู

เอาชามใส่น้ำวางไว้ใกล้ๆ บางทีแกอาจจะหิวน้ำ อ่ะ นี่ของแก - เราปิดประตู

ตรงนั้นตอนกลางวันแดดส่องนะ แล้วถ้าฝนตกล่ะ - เราเปิดประตู

ชั้นแค่เอาร่มมากางบังแดดบังฝนไว้เท่านั้นแหละ เจ้าพวกนั้นมันยังเล็กนัก - เราปิดประตู

อืม อืม อืม - เราเปิดประตู

นั่งดูลูกแมว ลูกแมวตัวเล็กๆสี่ตัว มีสามสีเหมือนแม่สองตัว ลายเหลืองตัวนึง สีเทาควันบุหรี่ตัวนึง อีกสองตัวอ้วนท้วนดูดนมเก่ง อีกสองตัวผอมๆดูไม่แข็งแรง นั่งลูบหัวแม่แมว มันมองหน้าเราตลอดเวลาเหมือนระวังภัย

ดึกแล้วพรุ่งนี้ชั้นต้องไปทำงานแต่เช้า ให้พวกแกแม่ลูกอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ - เราปิดประตู ปิดไฟ ใส่กลอน

เช้าแล้ว ออกไปดูแมมว เมื่อคืนฝนไม่ตก

ลูกแมวตัวผอมนอนแน่นิ่ง ตัวแข็งไปแล้ว

มันตาย

เรามองหน้าแม่แมวบอกมันว่า"ลูกแกตายซะแล้ว ชั้นจะเอาออกไปล่ะ"

แม่แมวมองหน้า ไม่ส่งเสียงห้ามปรามใดๆ

ตอนเย็นฝนตกหนัก เป็นห่วงแมว หวังว่าร่มที่กางเอาไว้จะบังฝนที่สาดเข้ามาหลังห้องได้นะ

ห้าทุ่ม ได้เวลาเลิกงาน

เราขอกล่องกระดาษมาจากที่ทำงาน "เอาไปให้แมวมันอยู่ชั่วคราวนะพี่ ไม่ได้เลี้ยงหรอก"

กลับมาถึงห้อง รีบเปิดออกไปดู

ที่นอนผ้า ที่เราปูไว้ไม่มีลูกแมว

พื้นมีร่องรอยของฝนเล็กน้อย

ชะโงกดูนอกกำแพง ไม่มีวี่แวว

ที่กำแพงใกล้นั่น แม่แมวยืนอยู่! เหมือนมันรอเราอยู่ยังไงอย่างงั้น

"แง้ว แง้ว แง้ว" มันมองมาที่เราแล้วร้องเสียงสูงต่ำสลับกัน

"ลูกๆไปไหนล่ะ คาบลูกไปไว้ที่ไหน"

"แง้ว"

"ลูกล่ะ อยู่ที่ไหนหมดแล้ว ลูกของแก"

"แง้ว แง้ว แง้วววว แง้ว" มันมองมาที่เราแล้วร้อง

มันว่ายังไงไม่รู้ แต่จากสายตาและท่าทางเหมือนมันจะบอกว่า

"ขอบคุณนะ"

พูดจบมันก็หันหลังเดินจากไป

นี่เป็นครั้งแรกที่เราอยากเข้าใจภาษาแมว

เราจะได้บอกมันว่า"นี่ ชั้นว่าชั้นจะแอบเลี้ยงแกกับลูกๆไว้ว่ะ"

 

ปล.ลูกๆของมันอาจจะตายหมดแล้วเพราะถูกฝน และมันก็มารอต่อว่าเรา ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะได้บอกว่า ชั้นกลัวว่ามดจะมากัดลูกตัวที่เหลือของแกได้ ชั้นถึงต้องเอาลูกที่ตายแล้วของแกออกไปนะ

ถ้าลูกโตแล้วก็พาพวกมันมาให้ชั้นเห็นบ้างล่ะ

โยน โยน กระทง

posted on 03 Nov 2009 22:49 by gibzer

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำไม่นองมองเห็นตลิ่ง

เราทั้งหลายชายหญิง บุกบั่นแย่งชิงกันลอยกระทง

โยน โยนกระทง โยน โยนกระทง

โยนกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมายืนงง

ยืนงงวันลอยกระทง ยืนงงวันลอยกระทง

โยนไม่ลงไม่ต้องห่วงใย โยนไม่ลงมีคนเก็บไป

ถึงโยนลงมันก็มาเก็บไป บุญจะส่งให้ใครสุขใจ ?

 

special thank : ฝูงชนมากมายที่มาร่วมเบียดเสียดกัน

 คนขายกระทงริมคลองบางกอกน้อยตรงท่ารถไฟบางกอกน้อย

คุณเจ้าหน้าที่(จากไหนไม่รู้)ที่รับเอากระทงเราหย่อนลงน้ำทันทีที่เราเดินไปถึง (ยังเมาคนอยู่เลย)

เด็กน้อยคนนั้นที่พุ่งเข้าใส่กระทงของเราทันทีที่มันแตะผิวน้ำ เอ่อ ขอโทษไม่ได้ใส่ตังค์ลงไปหรอก ชิ

สุดท้าย บางคนที่ปล่อย(โยน)กระทงลงน้ำด้วยมือตัวเองดัง ตู้ม!ให้เราดู อะเมซิ่งมากค่ะ

                        

              

                       

 

เส้นขนาน

posted on 30 Sep 2009 20:37 by gibzer

ทะเลเดิม อาทิตย์ดวงเดียวกับเมื่อวานกำลังตกลงเบาๆข้างหลังเขาและเธอ

เธอบอกว่าเราสองคนเป็นดั่งเส้นคู่ขนาน ไม่มีทางมาบรรจบกันได้

เขาก้มหน้าคางชิดอกเปล่งเสียงเบาราวไม่ใช่คำพูดออกมา

เบา จนเธอไม่รู้ว่าเขาพูด

น้ำตาเธอหยดลงปนกับน้ำรสเค็มในทะเล

ดวงอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าไปแล้ว

สองเส้นที่เรียกตัวเองว่าคู่ขนานลากยาวต่อไปบนผืนทราย

 

ใกล้แปดโมง รถติด

เด็กชายวัยรุ่นหันหน้าเข้าหากระจกฝั่งตัวเอง

พูดเสียงค่อนไปทางดัง ให้หญิงกลางคนที่จับพวงมาลัยฟัง

แม่ก็ดีแต่คิดแบบเนี๊ยะตลอด พูดไปก็ไม่เข้าใจหรอก

คนที่น่าจะเป็นแม่ นับเลขถอยหลังตามไฟตัวเลขดิจิตอลกลางสี่แยกไฟแดง

สองเส้นที่เรียกตัวเองว่าคู่ขนานเร่งเครื่องตอนตัวเลขถอยหลังเข้าใกล้เลขศูนย์

 

คุณชอบสีแงด ผมชอบสีเหอืลง

สองเส้นนี้เรียกตัวเองว่าเส้นอะไร

เลี้ยวขวาออกทางคู่ขนานเลยครับ ข้างหน้ามีแฟนบอลมาชุมนุมกัน

 

ปล. เส้นคู่ขนาน เส้นสองเส้นที่ตีคู่ดู๋ดี๋กันไปแต่ไม่มีวันมาบบรจบกัน

ถ้าช่องว่างระหว่างเส้นขนานที่ว่านั่นมันไม่ได้กว้างเท่าทางช้างเผือก ก็โดดเข้ามาใช้เส้นเดียวกันเหอะว้า

หรือช่องนั่น มันกว้างกว่าที่เห็น

 

 

วันธงใจ

posted on 20 Sep 2009 00:24 by gibzer

 

 

ราวๆแปดปีก่อน  แถวหน้าโรงหนังเฉลิมชัย ชลบุรี

นศ.แบ่งเป็นกลุ่มเดินตากแดดในมือถือกล่อง

"บริจาคยี่สิบบาทรับธงผืนเป็นที่ระลึก บริจาคสามร้อยบาทรับธงตั้งเสาเป็นที่ระลึกค่ะ"ท่องไว้ เดี๋ยวลืม

บางบ้าน"มาเลยๆ รออยู่เชียว นึกว่าปีนี้จะไม่มีมาซะแล้ว"

บางบ้าน"ไปข้างหน้าเลย ไม่มีเศษตังค์" นี่ไม่ใช่ขอทาน บ้านกรูก็มีตังค์นะเว้ย (พูดในใจ)

เจ็ดปีก่อน  ที่ ว.เทคโนโลยีพระราม...

อาจารย์ผู้สอนของที่นั่นใจดี ให้เราออกไปยืนประกาศเจตนารมย์ขอรับบริจาคหน้าชั้นเรียน

"มหิดลเหรอ ไอ้มหาลัยรีดไถ"

แล้วคนยืนยิ้มอยู่หน้ากระดานก็ฟิวส์ขาด เพื่อนลากออกมานอกรั้วโรงเรียน

(เลยรอดชีวิตจากโรคตายคาตีนมาได้ ไม่ได้เจียมเลยกรู-เป็นคุณ คุณจะไม่โมโหเหรอคะ-แม่ง นึกแล้วของขึ้น)

หกปีก่อน ที่ม.ศิลปากร วังท่าพระ ....อืม  ไม่มีจะเล่าอะไรเป็นพิเศษ

 

ออกรับบริจาคธงวันมหิดล เพื่อผู้ป่วยยากไร้

เป็นภารกิจนอกเหนือจากการเรียนที่สำคัญของพวกเราชาวมหิดล

ทุกๆวิทยาเขต ไม่ใช่แค่ศิริราชเท่านั้น

นศ.ปีหนึ่งของมหิดล จะใช้ชีวิต เรียน เล่น ด้วยกันที่ศาลายา

พอใกล้เทศกาลทำธง พวกเราจะมารวมตัวกันที่โรงพยาบาลศิริราช(ใต้หอพักแพทย์)

อารมณ์คล้ายสาวโรงงาน แบ่งหน้าที่กันเป็นแผนก

ตั้งแต่สกรีน ตัด เย็บ และอื่นๆอีกมากมาย

กำลังเสริมแบบ ส่งข้าวส่งน้ำ กีตาร์อ้าปากร้องเพลงกล่อมเพื่อนก็มี 

ช่วงไหนเรียนหนักหน่อยก็มีเวลาและแรงงานน้อยลง

จนมีสภาพหลับคาโต๊ะทำธงกันอยู่บ่อยๆ

แต่ไม่ยักเคยได้ยินใครบ่นว่าเหนื่อย

...

จากนั้นปีสองบางคณะยังอยู่ที่นั่น บางคณะออกมาอยู่ตามโรงพยาบาล

ไม่ใช่ป่วย แต่พวกเราแยกย้ายกันไปมุ่งสู่การเรียนแบบวิชาชีพกับมืออาชีพ

และเราเองมาอยู่ที่นี่ ศิริราช จนเรียนจบเราก็ปักหลักอยู่ที่นี่

 

วันนี้เราไม่ต้องไปนั่งเป็นสาวโรงงาน ไม่ต้องเป็นเด็กขายธงแล้ว

แต่พอใกล้ถึงวันมหิดล บรรยากาศที่เราคิดถึงแบบนั้นก็อบอวลอยู่ในโรงพยาบาลให้เห็นได้อยู่ดี

เฮ้ย นี่ไม่ได้อัพเพื่อขอรับบริจาคนะ

ยังไงดีล่ะ

คือพอถึงช่วงนี้ เห็นใครถือธงมหิดล

หรือเห็นธงตั้งอยู่ข้างผู้ประกาศข่าวในทีวีทีไร

ในใจมันรู้สึกอะไรซักอย่าง

อืม น่าจะคล้ายๆ  -ภาคภูมิใจ-  ละมั้ง

ก็เลยอยากจะเขียนเอาไว้น่ะ

 

ปล.ธงปีนี้สีส้มเพราะตรงกับวันพฤหัสฯ เออ ตลกดีมีคนทำธงปลอมด้วยอ่ะ หึหึ  อ้อ ถ้าอ่านแล้วอยากได้ธงมาไว้ในครอบครอง เราในนามศิริราช มหิดล ก็ขอบคุณแทนคนไข้ด้วยค่ะ

 

 

 

 

สวัสดีเพื่อนๆที่รัก

เราไม่ได้พบเจอ ไม่ได้ทักทายพูดคุยกันนานแค่ไหนแล้วนะ

 อืม บางทีมันอาจไม่ได้นานซักเท่าไหร่

แต่ฉันรู้สึกว่ามันนานทีเดียว

ดึกแล้ว ฉันยังไม่ง่วง

นอนดึก มันคงกลายเป็นนิสัยของฉันไปซะแล้ว

ที่ฉันมานั่งเขียนถึงเธอนี่ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ

 อืมม จะว่าไป อาจเพราะไม่มีอะไรเป็นพิเศษนี่ละมั้งถึงทำให้ฉันมานั่งเขียนอยู่แบบนี้

 เธอคงคิดว่า "มึง ง่วงก็ไปนอนไป พูดอะไรวกไปวนมา"

แต่ฉันไม่เถียงเธอหรอกนะว่า "กูไม่ได้ง่วง"

เอ้อ นึกขึ้นมาได้

มีหนังสือบางเล่มกับซีดีบางแผ่นที่ฉันหาไม่เจอ

มันอยู่ที่เธอหรือเปล่า

 ถ้าอยู่ ไม่ต้องรีบเอามาคืนนะ ฉันไม่ได้รีบร้อนอะไร

 แค่อยากแน่ใจว่ามันยังอยู่ใกล้ๆ เท่านั้นเอง

ช่วงนี้ฝนฟ้าตกเดาใจไม่ถูก ระวังอย่าให้เป็นหวัดล่ะ

ฉันเป็นห่วง ยังอยู่และสบายดี

 กิ๊บ

สบู่ก้อน

posted on 03 Sep 2009 00:24 by gibzer

ไม่ได้อาบน้ำด้วยสบู่แบบก้อนมานานแล้วค่ะ

จนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายนี่เมื่อไหร่

เมื่อวานไปซื้อของใช้เข้าห้อง หันไปเห็นสบู่ก้อนเลยนึกถึงเรื่องสมัยเด็กขึ้นมา

ตอนนั้นน่าจะอยู่ป.สี่เห็นจะได้

อาบน้ำให้น้องชายวัยอนุบาล(จำได้ด้วย!!)

น้องเราชอบเล่นสบู่มาก

มันเอาสบู่ถูไถฝ่าติงทั้งสองข้างของมันให้ลื่นๆ

เพื่อที่จะโชว์เสตปเพลง...(อะไรไม่รู้ จำไม่ได้)

มันก็เต้นของมันอยู่คนเดียวนั่นแหละ ร้องเองเต้นเอง

แป๊บเดียว ตึง!  มันล้ม

หัวไปเฉาะกับขอบที่เป็นพื้นยกสูงขึ้นมาเพื่อเนที่วางโถส้วม

หัวแตก แหกปากลั่น พ่อกะแม่พามันไปโรงบาลเย็บปิดแผลที่หัว

และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่(เท่าที่เรารู้)ที่มันเอาสบู่ก้อนถูติงแล้วเต้นในห้องน้ำ

ไม่รู้ทำไมเรายังจำได้ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันยังจำได้หรือเปล่า

นึกขึ้นมาแล้วก็ขำดี เลยซื้อสบู่ก้อนกลับมาใช้ซักหน่อย

บ้า! เปล่าเอามาทำติงลื่นเต้นในห้องน้ำนะ

ถึงทำก็ไม่บอก

 

ค่าเวลา

posted on 23 Aug 2009 01:25 by gibzer

วันนี้ฝนตก

มีนัดกับเพื่อนออกไปดูนู่นดูนี่แถวหอศิลปวัฒนธรรมฯ

ข้ามฝั่งมามาบุญครองฝนยังตกจนมาแวะพันทิพย์ก็ยังคงตก

ราวๆสองทุ่มครึ่งออกมายืนรอรถเมล์

ฝนยังไม่หยุดเม็ด ยืนตากไม่พอเปียก แต่พอป่วย

รถติดเป็นสายยาวยืด ฝนก็ตกเป็นสายบางๆ

เราติดฝน ฝนติดเรา เปียกชื้นอยู่ที่เสื้อ กระเป๋า รองเท้าและหัว

(ที่จริงเปียกมะล่อกมะแล่กมาตั้งแต่วิ่งขึ้นแท็กซี่หน้ามาบุญครองแล้ว)

รถจอดอยู่กับที่ไม่ขยับ คงอีกนานกว่ารถสายที่รอจะมาถึง

หันไปมองผู้คนรอบๆ

บางคนกางร่ม ใต้ร่มบางคันมีคนเดียว บางคันมีสอง

บางคนใส่เสื้อคลุมฝน-ชอบมองคนในชุดกันฝนอิริยาบถมันน่ารักดี

ไม่รู้จะทำอะไรเลยชวนเพื่อนยืนมองโชว์แสงไฟของยอดตึกใบหยกไปพลางๆ 

 เป็นการฆ่าเวลา 

 

79 มาแล้ว บนรถคนยืนกระจายเป็นหย่อมๆ

เรายืนคุยกันต่อบนรถ และรถยังจอดอยู่ที่เดิม

ใกล้กับที่เราห้อยโหน เด็กสองคนคุยกันหนุงหนิง

ทีแรกก็ไม่ได้คิดที่จะตั้งใจฟัง

แต่เรื่องที่น้องคุยกันมันเรียกความสนใจจากคนที่ไม่มีอะไรทำ (อย่างพี่และเพื่อน)

ฟังไปงั้น ฆ่าเวลา 

น้อง ก - อิโตชิ

น้อง ข - มิมารุ

น้อง ก - รันม่า

น้อง ข - วันพีซ

น้อง ก - ฮิยาตาเมะ

น้อง ข - เรื่องอะไรนะ

น้อง ก - ฮิยาตาเมะ  ชั้นริมขวาบนมีเจ็ดเล่มที่เราชี้ให้ดูไง

โอววววววววววววววว

น้องเค้าเล่นต่อชื่อหนังสือการ์ตูนกัน เป็นการฆ่าเวลา 

ทีแรกก็ว่า น้องสองคนนี้พูดภาษาอะไรกันฟะ ไม่พูดภาษาไทยเหรอ

แบบว่าสลับกันพูดชื่อหนังสือการ์ตูนที่รู้จัก ใครจนมุมก่อน แพ้

น้องเค้าร่ายชื่อการ์ตูนกันโต้กันยาวนานราวสามสิบนาทีผลัดกันรุกผลัดกันไล่

จนเราคิดว่าผลสำรวจว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยนี่อาจจะมั่ว

หรือว่าเค้าไม่นับหนังสือการ์ตูน หรือน้องรู้แค่ชื่อ ไม่ได้อ่านข้างในเล่ม

 

กว่ารถจะวิ่งเข้าเทียบป้ายหมายปลายทางของเรากับเพื่อนก็นานร่วมชั่วโมง

ชวนกันแวะร้านหัวปลาหม้อไฟร้านอร่อย (เค้าเขียนบอกว่าร้านอร่อย)

 

วันนี้ใช้เวลาอยู่กับถนนไปเยอะ (ที่จริงเยอะกว่าที่เล่าอีกนะ)

 ริมถนน แสงไฟ ตึกใบหยก พวกเราได้หัวเราะ

บนท้องถนน ยืนฟังเด็กสองคุยเล่นกัน ในใจแอบขุดชื่อหนังสือการ์ตูนที่เคยอ่านขึ้นมาแข่งด้วย และพวกเราได้ยิ้ม

วันนี้ใช้เวลาอยู่กับถนนไปเยอะ

เสียเวลาไหม

ไม่ต้องตอบก็ได้

เราแค่คิด ค่าเวลา ไปพลางๆระหว่างรอต้มยำหัวปลา

 

 

 

 

เรียนจบแล้ว ไม่ได้แปลว่าสามารถทำงานได้

การสอบครั้งสุดท้ายผ่านไปไม่ได้หมายถึงจะไม่ต้องสอบอะไรอีก

ปริญญาไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพ

ตอบถูกฉะฉานไม่ใช่ทำได้

ตอบไม่ได้ไม่ใช่ต้องผิดตลอด

ทำงานพลาด ป่วยการที่จะบอกว่าจะอดทนกลืนกล้ำน้ำตาลงคอหอย

เปลี่ยนเป็นพยายามให้มากขึ้นจะดีกว่า

ไม่ทำผิดซ้ำๆ เปลี่ยนไปผิดเรื่องอื่นบ้างอะไรบ้างก็ยังดี

ผิดแล้วปรับปรุง แก้ไข เรียนรู้ ก็ยังเรียกว่าคุ้มที่โดนพี่แม่งยำมาทั้งวัน

 

น้องจบใหม่ทำงานพลาดก็เหมือนคนขี้ไหล

มันไม่หยุดกันง่ายๆ ยังไหลได้อีกเรื่อยๆ ทั้งวัน หลายวัน หลายเดือน หลายปี

บางทีเล็ดออกมานิดเดียวแต่ก็ได้กลิ่นกันทั่งถึง

เป็นธรรมดาที่พี่น้องร่วมที่ทำงานจะคอยดูว่ามันหยุดขี้ไหลแล้วหรือยัง

ไม่มีใครอยากเห็นคนขี้ไหลและถ้าทำได้ไม่มีใครอยากขี้ไหล

 

วันนี้รู้สึกเหมือนอยู่ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอารมณ์เสียๆ 

ไม่มีใครอยากอารมณ์เสีย

ไม่ว่าจะเสียมากเสียน้อย เสียจนหมดตัว ไม่เหลืออะไรเลย

ไม่มีใครมีความสุขได้ตอนที่อารมณ์เสีย 

แก๊สจากขี้ยังเปลี่ยนเป็นพลังงานนู่นนี่ได้

แก๊สเสียๆจากอารมณ์ต้องรีบเอามาแปลงสภาพโดยด่วน

ก่อนที่จะระเบิดตูมตามขึ้นมาเหมือนขี้มีเทน

ที่เผลอๆอาจเหม็นกว่า 

ไม่รู้จะเริ่มกระบวนการแปลงสภาพจากตรงไหน

คนสร้างขี้ก็ดีซะจริง ผลิตได้ไม่เลือกวาระ

พอมีขี้ขึ้นมา อารมณ์ก็เสีย แก๊สก็มา

ตายละวา เหม็นจริง

ตั้งใจว่าคืนนี้จะนอนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้เดินเหยียบขี้จะได้ไม่อารมณ์เสีย

ส่วนทำไงให้มันเลิกขี้ไหลนั่น ยังไม่รู้เหมือนกัน

นอน นอน นอน พรุ่งนี้ต้องไปโกยขี้แต่เช้า

แต่ถ้าจะกรุณา พรุ่งนี้ขี้น้อยๆหน่อยก็ดีนะน้องนะ

 

สรุป  ตอนนี้ไม่รู้จะจัดการขี้ยังไง ใครรู้บอกที