GMO : Give Me Organics
posted on 01 Apr 2010 01:14 by gibzer
..จากการเดินทางที่ชื่อ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน สู่ปรากฏการณ์ April truth’s day ..
Give Me Organic
ความสับสนอลหม่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อคนแคระล้มลงหลังจากกัดแอปเปิ้ลสีแดงใบใหญ่
“รู้ตัวว่าแพ้พวกพืชดัดแปลงแล้วยังจะกินเข้าไปอีกเรอะ ระวังตัวบ้างได้ไหมเจ้าคนแคระ”
สโนไวท์หงุดหงิดลากคนแคระออกมาจากลิฟท์เรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาล
ใช่แล้ว.. ออกมาจากลิฟท์ขึ้นแท็กซี่ไปโรงพยาบาล
คิดว่าสโนไวท์กับคนแคระต้องอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งตลอดไปรึไง
หลังฉากแฮปปี้เอนดิ้งจบลง สโนไวท์กับคนแคระและเป็ดก็ย้ายมาอยู่ที่นี่
คอนโดหรูใจกลางเมืองใกล้สถานีรถไฟฟ้า
ส่วนเจ้าชายน่ะเหรอ?
...ไม่รู้เหมือนกัน !!
คนแคระและเป็ดใช้ชีวิตอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งอย่างมีความสุขมานาน
จนถึงวันที่สโนไวท์บอกว่าจะเดินทางเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่
ด้วยรักและตามใจทั้งหมดจึงพากันมาอยู่ที่นี่
การปรับตัวทั่วไปก็ไม่ได้ยากเย็นนัก สโนไวท์ยังใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างร่าเริง
คนแคระเองก็เหมือนกัน เขาชอบกินผักมาก
ใกล้ๆบ้านใหม่มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โต มีผักทุกชนิดที่เขาอยากกิน
เขากินผักทุกวัน จนวันนึงจู่ๆ เขาก็มีผื่นขึ้นตามตัว
สโนไวท์กับคนแคระและเป็ดจึงพากันไปหาหมอ
และวันนั้นคนแคระก็ได้รู้ว่า เขาแพ้พืชดัดแปลงหรือพืชที่ตัดต่อพันธุกรรม
"ข้าไม่รู้จักเจ้าพืชผักประหลาดนั่นซักนิด ข้าจะไปเอาจากที่ไหนมากินเล่า" คนแคระบ่น
"หมอคิดว่าคุณควรต้องรู้เรื่องจริงของพืชผักทุกวันนี้ให้มากกว่านี้แล้วหล่ะ
ลองไปเปิดอะเดย์ 109 หน้า 130 ดู หรือจะลองเข้าไปที่เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงาก็ได้นะ
เค้าคุยกันเรื่องนี้ไว้เยอะเลยหล่ะ"
คนแคระนั่งลงหน้าคอม เรียกหาข้อมูล ทางอินเตอร์เนต
แล้วเจอนี่.. บทสัมภาษณ์ของโจน จันใด
จีเอ็มโอเข้ามาสู่การผลิตอาหารยังไง
เพื่อธุรกิจและผลประโยชน์
ธุรกิจมองว่าการปลูกพืชไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่เป็นอุตสาหกรรม
เหมือนการเลี้ยงวัว วัวไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นเครื่องผลิตนม ซึ่งวัวจะตายไม่ได้
วัวธรรมดาให้นมแค่ 12 ลิตรต่อวัน แล้วก็ไม่เกิน 6 เดือนต่อปี
แต่ทุกวันนี้เราบังคับให้วัวให้นม 34 ลิตรต่อวัน 9 เดือนต่อปี ทำยังไงถึงจะทำให้วัวออกนมได้มากขนาดนั้น
ก็ต้องใช้ฮอร์โมน BGH ฉีดเข้าไปในวัวเพื่อให้ได้นมเยอะ พอให้นมเยอะร่างกายวัวก็อ่อนแอ เป็นไข้ จะตาย
แต่ตายไม่ได้ เพราะมันคือโรงงานผลิตนม เขาก็ฉีดยาปฏิชีวนะอัดเข้าไป
ยาปฏิชีวนะก็จะปนเปื้อนออกมาในนมเยอะมาก
ฉะนั้นนมทุกหยดที่เรากินอยู่ในท้องตลาดมีฮอร์โมน BGH ซึ่งได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม
มียาปฏิชีวนะ แล้วก็มีอณูของหนอง เพราะการใช้เครื่องรีดนมวันละหลายๆ ชั่วโมงทำให้หัวนมเน่า
แต่ก็ยังต้องผลิตนมอยู่ ก็เลยมีหนองออกมาด้วย
วิธีการอย่างนี้แหละที่เขาทำกับอาหารปัจจุบัน มันไม่ใช่อาหารธรรมชาติ
แต่เป็นอาหารสังเคราะห์ เราก็เลยอ่อนแอเหมือนสิ่งที่เรากิน
อาหารของเราอยู่ในภาวะวิกฤตมาก เมล็ดพันธุ์ของเราก็สูญหายไป และอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน
แล้วก็คนไม่กี่คนก็พัฒนาเมล็ดพันธุ์มาเพื่อผูกขาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น
"อืม.. เป็นแบบนี้นี่เอง"
กินอาหารจีเอ็มโอแล้วมีอันตรายไหม
ไม่มีใครรับรองว่าปลอดภัย คนอเมริกันคือชาติที่กินพืชจีเอ็มโอมากและยาวนานที่สุดในโลก
ปัจจุบันนี้คนอเมริกันเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นปีละแสนคน
แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ คนเขาเริ่มแพ้ข้าวสาลี แพ้ถั่วลิสง แพ้ถั่วเหลืองทั้งๆ ที่เขากินกันมาหลายชั่วโคตร
คนอเมริกันที่มาที่นี่มีไม่ต่ำกว่าปีละ 2 คนที่แพ้ชาวสาลี ทำไมถึงแพ้นี่เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเอามันฝรั่งจีเอ็มโอไปเลี้ยงหนูทุกวัน
ผ่านไป 7-8 วัน ก็เอาสำลีชุบน้ำมูกของคนเป็นหวัดไปแกว่งในกรง
มันติดหวัดเลย หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ พอผ่าหนูออกดูก็เห็นว่าตับมันใหญ่โตกว่าปกติ
แต่บริษัทบอกว่าคนกินไม่เป็นไร นักวิชาการหลายคนพยายามเอาผลวิจัยออกมาเสนอแต่ก็ถูกปิด
บริษัทพวกนี้มันใหญ่มาก ร่วมหุ้นกับรัฐบาลสหรัฐด้วย
บริษัทเหล่านี้เป็นผู้จดลิขสิทธิ์ แล้วรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้บีบให้ทุกประเทศออกกฎหมายสิทธิบัตร
เพื่อให้ยึดครองอาหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
"เราก็เป็นภูมิแพ้!!!" คนแคระตกใจกับสิ่งที่ได้รู้
"เรื่องพวกนี้เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ต้องรีบไปเล่าให้สโนไวท์ฟังซะแล้ว
...สโนไวท์และเป็ดน่าจะอยู่ที่สวนข้างล่าง"
คนแคระคว้าแอปเปิ้ลในตระกร้าและเดินเข้าไปในลิฟท์
ความสับสนอลหม่านเริ่มต้นขึ้น เมื่อคนแคระล้มลงหลังจากกัดแอปเปิ้ลสีแดงใบใหญ่ .....
ที่โรงพยาบาล คนแคระหลับตา ไม่กรนและไม่ได้สติ
หมอบอกว่าสิ่งเดียวที่จะช่วยให้คนแคระตื่นขึ้นมาได้คือ ออแกนิกส์
ปัญหาคือ ออแกนิกส์อยู่ที่ไหน?
สโนไวท์และเป็ดโศกเศร้า.. ครุ่นคิดเรื่องออแกนิกส์
อะเดย์เล่มนั้น!
โจน จันใด
ชายผู้หนึ่งเดินหันหลังให้ความคาดหวังรอบตัว มุ่งหน้าสู่สิ่งที่เชื่อ มุ่งมั่น และลงมือทำ
"เขาต้องช่วยคนแคระได้แน่ รอก่อนนะ" สโนไวท์และเป็ดตีตั๋วรถไฟจากหัวลำโพงปลายทางสถานีเชียงใหม่
เป้าหมายคือ ศูนย์พันพรรณ บ้านที่ทำจากดินและแวดล้อมไปด้วยสิ่งที่เธอตามหา "ผักออแกนิกส์"
สโนไวท์และเป็ดเดินตัดผ่านไร่ต้นถั่วอะไรซักอย่าง จากนั้นก็เดินเข้าไปในสวนมะขาม
พ้นจากสวนมะขามออกมาก็เห็นเด็กฝรั่งแก้ผ้าสองคน ย้ำ! เด็ก! กับคนอีกกลุ่มกำลังขะมักเขม้นเอาดินมาทำบ้านกันอยู่
แม้จะแปลกใจและตื่นเต้นกับสิ่งที่คนกลุ่มนั้นทำไม่น้อย แต่ตอนนี้เธอมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องรีบทำ
สโนไวท์ขอพักอยู่ที่นั่นเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์พื้นบ้านเพื่อรักษาชีวิตของคนแคระ ซึ่งโจน จันใด ก็ไม่ขัดข้อง
ที่นี่สโนไวท์ได้รู้อะไรมากมายที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน
โจน จันใดเล่าว่า ปัญหาหลักๆ มีอยู่ 3 ปัญหา
"อันที่หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้
อันที่สองคือ พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง
สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรต่างๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง
ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้
อาหารที่เราบริโภคทุกวันนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะอาหารได้มาจากเมล็ดพันธุ์
แต่เมล็ดพันธุ์กำลังสูญหายไปอย่างรวดเร็ว มีการประเมินว่า ใน 1 วันมีเมล็ดพันธุ์หายไปจากโลกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด
เราเคยมีข้าวเกือบ 20,000 ชนิด แต่วันนี้เรามีแค่ไม่เกิน 200 ชนิด
การหายไปของเมล็ดพันธุ์หมายถึงการหายไปของความมั่นคงของชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์
พวกเขาก็เลยมาอยู่ที่นี่เพื่อปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ และแจกเมล็ดพันธุ์ พยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อทุกคน
เป็นมรดกให้คนรุ่นต่อๆไป นั่นเป็นงานหลักของศูนย์พันพรรณ
ปกติแล้วสโนไวท์ไม่ชอบกินมะเขือเทศ..
เย็นวันหนึ่งขณะรดน้ำผัก เธอลองเก็บกินไปหนึ่งลูกและพบว่า.. มันอร่อย!!
โจน จันใด บอกว่า
"รสชาติของอาหารบอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร
ผักพื้นบ้านมีรสฝาด ขม เปรี้ยว มีหลายๆรส
แต่ผักที่เราซื้อกินทุกวันนี้มีรสชาติเหมือนกันหมดคือ จืด น้ำเยอะ
เป็นผักที่โตมาด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ทุกวันนี้เหมือนเรากินพืชสังเคราะห์
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอาบลอกโคลี่ มันฝรั่ง มะเขือเทศมาทำวิจัย พบว่า
สารอาหารลดลงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วถึงเกือบ 50%
บางอย่างก็ 60% เพราะเราใส่ปุ๋ยเร่งให้โต ให้ลูกใหญ่
การโตเร็วทำให้ไม่สามารถสะสมสารอาหารได้พอ"
สโนไวท์กับคนแคระและเป็ดถาม "แล้วเราจะหลบเลี่ยงพืชที่ตัดต่อพันธุกรรมได้ยังไงบ้าง"
"เราต้องมีเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง" โจน จันใดตอบ
ตอนนี้โจน จันใดและสมาชิกของพันพรรณกำลังตั้งใจปลูกผักพันธุ์แท้ที่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์
เพื่อส่งต่อจากมือสู่มือเพื่อรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายของอาหาร รักษาความมั่งคงทางอาหาร
"แล้วสโนไวท์กับคนแคระและเป็ดจะช่วยอะไรได้บ้างคะ"
"คนเมืองคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาตรงนี้
คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าที่ของเกษตรกร แต่คนเมืองต่างหากเป็นคนกำหนดให้เกษตรกรปลูกอะไร
ถ้าคนเมืองไม่กิน เกษตรกรเขาก็ไม่มีทางปลูก
เราต้องพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น รณรงค์กันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนกลับมากินอาหารอินทรีย์มากขึ้น
พอคนปลูกมากขึ้นราคาก็จะถูกลง
ถ้าไม่มีคนกิน ชาวนาเขาจะเอาพืชผักอินทรีย์ไปขายที่ไหน
คนที่ทำงานที่เดียวกันอาจจะรวมกลุ่มกันติดต่อให้ชาวบ้านส่งพืชพันธุ์ไปให้กิน
ปีนึงก็มาเยี่ยมชาวบ้านสักครั้งจะได้รู้ว่าอาหารของเราเป็นยังไง ปลูกยังไง
คนเมืองกับชนบทก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น คนเมืองก็จะเห็นว่าพืชผักเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดเนื้อของเราในวันพรุ่งนี้
ชีวิตคนเราเกิดมาครั้งเดียว ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราเกิดมาทำไม
เกิดมาเพื่อทำงานหนักให้คนอื่นรวย แล้วเราก็ตายไปด้วยความทุกข์ทรมานเพื่ออะไรกัน"
ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ สโนไวท์ได้ดูพระอาทิตย์ตก ได้เห็นความง่ายและปกติของการใช้ชีวิต
ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการพึ่งตนเอง
เธอคิดว่า นี่แหละเป็นการใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ทุกคนควรจะเป็น
อย่างที่โจน จันใดบอก "ชีวิตที่ยากแสดงว่าผิด ชีวิตที่ถูกมันต้องง่าย"
ก่อนจากไป สโนไวท์ได้รับเมล็ดพันธุ์หลายชนิดจากโจน จันใด
เมล็ดพันธุ์พวกนี้แหละที่จะรักษาชีวิตของคนแคระไว้ได้
สโนไวท์บอกลาด้วยความขอบคุณ
"เก็บเมล็ดแล้วเอาไปแบ่งคนอื่นปลูกด้วยล่ะ" โจน จันใดบอกพร้อมรอยยิ้ม